ปาฐกถาพิเศษ
พลเอกเอกชัย ศรีวิลาศ ประธานมูลนิธิครูดีของแผ่นดิน
เนื่องในวาระครบรอบ 2 ปีการก่อตั้งมูลนิธิครูดีของแผ่นดิน

โดย พลเอกเอกชัย ศรีวิลาศ ประธานมูลนิธิครูดีของแผ่นดิน

บทความ

“As the Future will catches you! เมื่ออนาคตไล่ล่าคุณ”
แนวโน้มการปฏิรูปการศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21 ที่ต้องก้าวตามให้ทันพัฒนาการของเทคโนโลยี 3 อย่างที่กำลังครอบงำโลกใบนี้ และสิ่งที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้น คือ เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถส่งพลังมหาศาลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนเราและลูกหลานเราอย่างคาดไม่ถึง หากวงการศึกษาไทยยังไม่ตื่นตัว ยากจะคาดเดาถึงผลกระทบที่จะตามมา

ในส่วนตัวไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์มาสามปีแล้ว ไม่ได้ดูทีวีไม่ต่ำกว่าปีครึ่ง ไม่เคยเปิดวิทยุในรถฟัง ทุกคนถามว่าแล้วไปเอาความรู้มาจากไหน วันนี้เราสามารถช้อปปิ้งความรู้ได้ โดยที่ไม่ต้องตามอาจารย์มาเห็นหน้าแล้วค่อยสอน อยากรู้เรื่องอะไรเราสามารถสืบค้นได้หมด

ในช่วงนี้ผมเห็นคนหลายคนพูดถึงเรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในอนาคตว่าควรเป็นอย่างไร เป็นสิ่งที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลง ผมคิดว่ามีสองส่วน ส่วนหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด อีกส่วนหนึ่งต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งที่เราคิดว่าสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนเรา ซึ่งเด็กนักเรียนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตได้จริง มากกว่าที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

ผมมีตัวอย่างครับ หลายคนรู้จักคุณกระทิงไหม ใครรู้จักยกมือหน่อยครับ ไม่รู้จัก กลับไปเปิด Google ดูเลย คุณกระทิงเป็นใคร ชื่อว่าเรืองโรจน์ บุญผล เรียนก็ไม่เก่ง ตอนสมัยประถมมัธยม เรียนได้เกรดเฉลี่ยแค่สองจุดกว่าๆ เท่านั้น สุดท้ายกลับมาเปลี่ยนชีวิตตัวเองใหม่ โดยเรียนรู้ด้วยตัวเองครับ เขาไม่รู้เรื่องวิทยาศาสตร์ ไม่รู้เคมี ชีวะ สุดท้ายเรียนด้วยตัวเองหมด แล้วก็พบ สัจธรรมในชีวิตว่า การศึกษาที่ดีที่สุดคือต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง

จากที่เคยได้เกรดเฉลี่ยสองกว่าๆ สุดท้ายสอบเอนทรานซ์ติดที่แพทย์จุฬา จากที่ไม่มีความรู้อะไรมากเลยนะ แล้วก็เรียนรู้ด้วยตัวเอง จากนั้นได้ไปแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิก แล้วสอบติดอีกที่หนึ่ง คือ วิศวะจุฬา แต่ในชีวิตสิ่งที่เขากลัวที่สุดสองอย่าง คือ กลัวผีกับกลัวเลือด จึงไม่เลือกเรียนแพทย์ เลือกเรียนวิศวะจุฬาแทน แต่ทำไปทำมา ไม่มีเงิน จนกระทั่งได้ไปเรียนแล้วก็หาเงินเองที่ แสตมฟอร์ด (Stamford University) เป็นมหาวิทยาลัยอันดับสองของอเมริกา หลังจากเรียนจบมาแล้ว เขาบอกว่า วิธีการเรียนการสอนของที่อเมริกาทำให้เค้าสามารถเรียนรู้แล้วเข้าไปช้อปปิ้งที่ทำงานได้เลย มีบริษัทประตูเปิดให้เขามากมายสำหรับทำงาน เขาทำงานอยู่หลายที่ในสหรัฐอเมริกา ครั้งสุดท้ายทำอยู่ที่บริษัท Google เป็น Director ของ Google serve ผู้อำนวยการเป็นคนไทย คือ คุณกระทิงคนนี้

สุดท้ายคุณกระทิงบอกว่าที่ทำงานที่ดีที่สุดคือประเทศไทย เขาจึงเดินทางกลับมาประเทศไทย กลับมาคราวนี้เขากลายเป็นเจ้าพ่อสตาร์ทอัพของประเทศไทย วิธีสร้างรายได้ 7,500 ล้านต่อปี ต่อไปเขาเพิ่มเป็น 15,000 ล้าน อันนี้ตามกฎของมัวร์ (Moore’s Law) ใครไม่รู้จักกฎของมัวร์ ก็ลองไปค้นดูใน google กฎของมัวร์ บอกว่าความเร็วของไอที ชิพต่างๆ ที่เรารวบรวมข้อมูลไว้เมื่อ 32 ปีที่แล้ว จะเพิ่มขึ้นปีละ 100% จากปีที่ 1 ปีที่ 2 เป็น 2 ท่านเชื่อไหม ท่านลองนั่งเอาเครื่องคิดเลขคิดดูนะ จากปีที่ 1 ถึงปีที่ 32 ความเร็วมันเปลี่ยนจาก 1 เป็น 4 ล้าน 2 ครับ ปีนี้ 4 ล้าน 2 หมายความว่าปีหน้าต้องเพิ่มอีก 1 เท่าตัวเป็น 8 ล้าน 4 จะเห็นว่าเร็วมากและความเร็วขนาดนี้เราจะตามทันไหม ต้องรู้เท่าทันและต้องตามให้ทัน ถ้าเกิดว่าท่านตามไม่ทัน ท่านเคยได้ยินคำว่า the future will catch you ไหมครับ อนาคตมันกำลังไล่ตามทุกคนอยู่ อาชีพที่เราทุกคนเป็นวันนี้ อีกไม่นานคนเราถ้าเกิดยังทำงานอยู่แบบเดิมจะไม่มีอาชีพให้ทำอีกต่อไปแล้ว อันนี้ไม่ได้พูดเล่น เรื่องจริงนะครับ เพราะฉะนั้นมูลนิธิครูดีของแผ่นดิน เราคิดถึงเรื่องนี้ อยากจะให้มีคอร์สสั้นๆ บรรยาย แล้วก็ทำกิจกรรมร่วมกันบ้าง อนาคตมีอะไรบ้างที่ต้องเปลี่ยนแปลง ที่จริงอาจารย์มีทีมสำหรับมาให้ความรู้ ในช่วงเวลานี้มีอีกหลายที่มาเชิญให้ไปพูดบรรยาย และค่าเรียนแพงมากเลยครับ ที่ไปบรรยายค่าเรียนแพงมากที่สุดคือ 250,000 บาท เรียนแค่ 2 เดือนเองครับ 250,000 บาท บางคอร์ส 70,000 -80,000 บาท เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ถูกนะ จะไปช้อปปิ้งความรู้ตรงนี้มันต้องใช้เงิน แต่ไม่ต้องเสียเวลา ท่านสามารถเรียนทางออนไลน์ได้ ซึ่งกำลังจะคิดทำต่อไป เพราะว่ามีทีมงานไอทีมาช่วยมูลนิธิแล้ว ยังคิดว่าน่าจะเผยแพร่ความรู้ตรงนี้ได้ให้มากที่สุด ที่ไม่ซ้ำซ้อนกับคนที่เขาเผยแพร่ไปแล้ว

ในโลกทุกวันนี้ ข้อแรก สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับทุกคนในปัจจุบัน คือ เราอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเร็วมาก ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเฉพาะในเรื่องความเร็วของไอทีเท่านั้น แต่มีความเปลี่ยนแปลงเรื่องสภาพแวดล้อมอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องประชากร ต่อไปในอนาคตเรื่องของประชากร ท่านจะไม่ต้องสอนเด็กนักเรียนเรื่อง Gen Y กับ Gen Z อีกต่อไปแล้ว เพราะทันทีที่เกิดมาลืมตาดูโลกพวกเขาก็เติบโตไปพร้อมกับไอทีแล้ว เขาไปเร็วกว่าเรามาก

ผมเองมีลูกๆ เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่บ้าน ลูกเป็นผู้ช่วยอาจารย์ผม ผมอยากได้ข้อมูลอะไรอยากสอนอะไร ลูกเตรียมข้อมูลแล้วก็มาประยุกต์รวมกัน จะต่อยอดได้เร็วมาก ผมจะใช้วิธีนี้เพราะเด็กวันนี้ไปเร็วมาก ผมเกิดในยุคเบบี้บูม (Baby Boomers) ครับ หลายท่านที่นั่งอยู่ที่นี่คงเกิดยุคเบบี้บูมเหมือนกัน แต่ใจผมเป็น Gen Y ครับ เพราะผมติดตามเรื่องไอทีและผมเป็นประธานไอที ของสถาบันพระปกเกล้าด้วย แล้วก็ใช้ไอทีมาตั้งแต่ยุคที่มีอินเทอร์เน็ตเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรก จำไม่ได้แล้วว่า 20 ปี หรือ 22 ปี เริ่มใช้มาตั้งแต่ยุคนั้น

ข้อ 2 ปัญหาสำคัญในยุคปัจจุบัน คือ เราขาดเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ดูเทรนด์ผู้นำระดับโลกได้ ไม่ว่าแจ็ค หม่า (Jack Ma) หรือใครๆ ก็พูดเรื่องปัญหาคุณธรรมจริยธรรมทั้งนั้น เพราะไอทีทุกวันนี้ไม่ใช่มีแต่เรื่องดีอย่างเดียว มีเรื่องร้ายด้วย แล้วอนาคตคุณกระทิงบอกว่าคนไทยจะตกงานประมาณ 9 ล้านคน เพราะ AI จะเข้ามาทำงานแทนคน

แต่สำหรับคนไทยนะครับ แจ็คหม่าเขาพูด แต่ผมพูดมาก่อนแจ็คหม่า คนไทยมีส่วนเสริมเพิ่มเติมเยอะครับ ซึ่ง AI ทำไม่ได้ เช่น คนไทยมี Human plus ซึ่ง AI ทำไม่ได้ จุดนี้แหละคือจุดขายของคนไทย คนไทยมีความเป็นสุนทรีย์ ซึ่ง AI มีไม่ได้ เพราะ AI ไม่มีอารมณ์ AI ไม่มีความรู้สึกแบบมนุษย์ที่มี แต่คนไทยมีเยอะ มีเยอะมากกว่าชาวตะวันตก

ใครเรียนภาษาอังกฤษคงจำได้ ในภาษาอังกฤษไม่มีคำว่า “เกรงใจ” คำนี้ไม่มีในภาษาอังกฤษ ถูกต้องไหมครับ และยังไม่มีอีกหลายคำนะครับ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคำที่อยู่ในกระบวนการของ Soft skill ทั้งสิ้น ซึ่งไม่มีอยู่ในโลกตะวันตก คนในโลกตะวันตกจึงหลั่งไหลเดินทางมาประเทศไทยมากมาย ประเทศจีนก็มา ประเทศจีนเริ่มเข้ามามีบทบาทในแวดวงการศึกษาไทยมากขึ้น จะเห็นได้จากการองค์กรจีนหลายแห่งเข้ามาเทคโอเวอร์มหาวิทยาลัยไทย ต่อไปคงจะเทคโอเวอร์โรงเรียนอีกด้วย เพราะคนจีนเขาชอบเรียนภาษาไทย

ผมไปประเทศจีนหลายครั้งมาก ไปเจอกับรองประธานประเทศจีนด้วย ประเทศจีนเขาไม่เคยมาเมืองไทยนะครับ แต่เชื่อไหมครับว่าตอนที่ผมอยู่กับผู้อำนวยการในประเทศจีน ไกด์จีนคนหนึ่งไม่เคยมาเมืองไทยเลย แต่สามารถพูดภาษาไทยชัดกว่านักศึกษาคนไทยที่ไปเรียนเมืองจีนเสียอีก แสดงว่าการเรียนการสอนเขาดีมาก

เพราะฉะนั้นเรื่องสำคัญ คือ เรื่องคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งตอนนี้สิ่งที่มูลนิธิครูดีของแผ่นดินมุ่งเน้นมีอยู่ เรื่องครับ 1. เรื่องคุณธรรมจริยธรรม 2. เรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 แล้วรัชกาลที่ 10 ท่านก็มาดำเนินต่อยอดจากของเดิม ตามที่ท่านได้ประกาศพระบรมราชโองการไว้แล้วตอนที่ขึ้นครองราชย์ อันนี้เป็นจุดหนึ่งที่สำคัญ

เมื่อพูดถึงเรื่องความเปลี่ยนแปลงในอนาคตต่อไปเราต้องเรียนรู้โลก เรียนรู้เรื่องรอบโลกทั้งหมด และเรื่องรอบตัวเราด้วย โดยเฉพาะในตัวเราว่ามีอะไรบ้างที่ต้องเปลี่ยนแปลงบ้าง อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะฝากเรื่องการศึกษาในอนาคต จริงๆ ผมไปฟังเขาเพิ่งเปิดเวทีเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นเวทีเรื่องการประยุกต์การศึกษาของโลก เขาเชิญวิทยากรไปบรรยาย มีท่านหนึ่ง คือ แจ็คหม่า ท่านที่ 2 คือคุณธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าของบริษัท CP ท่านที่ 3 เป็นประธานของบริษัทดีลอยท์ (Deloitte) ที่เป็นบริษัทประเมินอะไรต่างๆในประเทศไทย ได้ให้ความรู้และแนวคิดเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในอนาคต

อยากจะฝากอย่างนี้ เริ่มต้นก่อนว่าการศึกษาที่เราเรียนทุกวันนี้ ต้องให้เด็กสร้าง solution ของตัวเองว่าจะเรียนอะไร ผมจะพูดไปไกลมากกว่าที่หลายคนคิด และผมเคยนำเสนอเรื่องบางเรื่องตอนที่ผมเรียนวิทยาลัยในสถาบันพระปกเกล้า อาจารย์ที่วิทยาลัยบอกผมว่า ไอ้เอกชัยมันบ้า เพราะสิ่งที่ผมพูดมันเป็นสิ่งที่ก้าวล้ำเกินไป เขาบอกว่าเพ้อเจ้อ แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปี เรื่องที่ผมพูดเป็นจริงทั้งหมด เพราะผมเรียนเรื่องการคาดการณ์อนาคตมาว่าอะไรจะเปลี่ยนแปลงบ้าง อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า ท่านลองฟังนะครับ

อนาคตต่อไปท่านเชื่อไหมเด็กจะต้องเป็นคนช้อปปิ้งการศึกษาเอง ไม่ใช่ครูเป็นคนบอกว่าจะสอนอะไร ไม่ใช่ครูเป็นคนบอกว่าจะต้องเรียนอะไร ทะเลาะกันมาแล้วที่มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งผมเป็นศิษย์เก่าที่นั่นด้วย ทะเลาะกันระหว่างคนที่สอนเรียนภาคการปฏิบัติ ท่านจำได้ไหมมหาวิทยาลัยมหิดลอยู่ที่ไหนครับ ดร.สุปรีย์ ท่านก็ทะเลาะกับมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบอกต้องเรียนทฤษฎีนี้ แต่ดร.สุปรีย์บอก “ไม่ใช่” ผมต้องเรียนภาคปฏิบัติ แล้วมาตรงกับคุณโดนากะ และคุณเทคุชิ (Takeuchi and Nonaka)ท่านรู้จักไหม เขาเป็นคนคิดทฤษฎีเรื่อง Wise Leader คือ ผู้นำภูมิปัญญา

โลกทุกวันนี้การเรียนไม่ใช่แค่ฟังครูสอน แต่ต้องเป็นการเรียนรู้ภาคปฏิบัติ จึงจะเกิดปัญญาอย่างแท้จริง ท่านเรียนมาท่านรู้แล้วนี่ เรียนเพื่อรู้แต่ไม่ก่อให้เกิดปัญญาเป็นอย่างไร แจ็คหม่าพูดเหมือนกัน คุณธนินทร์พูดเหมือนกัน คุณธนินทร์พูดว่าไม่จำเป็นต้องมารอเรื่องการเรียนการศึกษาแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว ปริญญา 4 ปี เรียนจบตอนอายุ 21 ปี เขาไม่ต้องการปริญญาครับ เปิดสมัครงานไม่ต้องการปริญญา หลายท่านคงรู้ เขาใช้การดูโหงวเฮ้ง เขาใช้การดูสัมภาษณ์ ไม่ได้ดูใบปริญญาเลย เขาดูที่ความสามารถ ดูที่ความคิดสร้างสรรค์ ว่าคนนี้มีความอยากเรียนรู้หรือไม่ และมีมากขนาดไหน เขาต้องการตรงนั้นมากกว่า

พูดเหมือนแจ็คหม่าไม่มีผิดเลย แจ็คหม่าบอกว่า พอแล้วล่ะ ปริญญา 4 ปี เรียนแค่ 2 ปีพอ เพราะที่คุณเรียนวันนี้มันเป็นสิ่งที่รับมาจากเมื่อ 100 ปีที่แล้ว มันใช้ไม่ได้ เพราะอะไรครับ เพราะว่าสิ่งที่คุณเรียนวันนี้ อนาคตอีกไม่กี่สิบปี AI ทำแทนคนได้ทั้งหมด คุณไม่จำเป็นต้องเรียนแล้ว รู้จักประเทศเอสโตเนีย (Estonia) ไหมครับ ประเทศเอสโตเนียใช้ผู้พิพากษาเป็น AI ครับเพราะว่า AI จำมาตรากฎหมาย จำมาตราอาญา รัฐธรรมนูญ จำได้หมดครับ เอาความดีความชั่วใส่ลงไปในโปรแกรมรู้เลยครับว่าผิดมาตราไหน ผู้พิพากษาไม่ต้องการความรู้สึก เพราะผู้พิพากษาต้องไม่มีอารมณ์ AI ทำแทนได้หมด

เมื่อเร็วๆ นี้ครับ มีเปิดสัมมนาที่ญี่ปุ่น ลูกศิษย์เขาเรียกผมลุงเอก ลูกศิษย์ลุงเอกไปเป็นวิทยากรที่ญี่ปุ่น มีวิทยากรที่เชิญมา 4 คนครับ 3 คนเป็นมนุษย์ คนที่ 4 ที่เดินมาเนี่ยเป็น AI ครับ มาขึ้นเวทีพร้อมกัน แล้วข้างล่างมี AI มานั่งฟังด้วย AI พี่น้อง 2 คนมานั่งฟังอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ท่านรู้จักใช่ไหมครับ ที่จะเอาเรือดำน้ำมาช่วย 13 หมูป่าแล้วช่วยไม่ได้ อีลอน มัสก์บอกว่าอีก 10 ปี ข้างหน้า คือปี 2030 นี้ AI จะทำงานแทนคนได้ทั้งหมด แล้วจะเริ่มไม่เชื่อฟังคน เพราะคนให้ความรู้ข้อมูลเยอะมากจนเพียงพอแล้ว คิดเองได้แล้ว แต่แจ็คหม่าบอกว่า “ไม่ใช่” จริงๆ แล้วสิ่งที่ AI ทำแทนคนไม่ได้มีมากมาย

เหมือนเรื่องที่ผมพูดเมื่อตอนต้น เป็นสิ่งที่คนไทยมีเยอะครับ อันนี้ฝากท่านไว้ ความรู้ที่เราเรียนในวันนี้ 50% ปีหน้าใช้ไม่ได้แล้ว เพราะความรู้ที่เราเรียนมา 47% Uncertainable คือ ไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ที่ผมพูดว่าวันนี้ 4,200,000 ปีหน้าเปลี่ยนแปลงไปเป็น 8,400,000 เพราะฉะนั้น 4,200,000 ใช้ไม่ได้แล้วครับ ผมเรียนเตรียมทหารจบนายร้อย โรงเรียนวิทยาลัยกองทัพบก ผมใช้ความรู้ที่เรียนมาแค่ 5% เอง นอกนั้นในชีวิตจริงที่รับราชการมา 45 ปี ไม่ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาเลย ใช้ประสบการณ์จากที่ไปเรียนรู้อดีตทั้งสิ้น

อีกเรื่องหนึ่ง คือ ทักษะ ในอดีตทักษะจะต้องปรับเปลี่ยนทุก 10 ปี แต่วันนี้ต้องพัฒนาทักษะทุก 5 ปี แต่ปีหน้าต้องเปลี่ยนทักษะทุกเดือนครับ ที่ท่านสอนที่ท่านได้เรียนรู้ในวันนี้นำไปใช้ปีหน้าไม่ได้แล้ว มีคนถามว่าเรียนอะไรแล้วไม่ตกงาน มีผู้เชี่ยวชาญระดับโลกบอกไว้ว่า ไม่ว่าคุณจะเรียนอะไรก็แล้วแต่ ในอนาคตมีสิทธิ์ตกงานทั้งหมดครับ ถ้าอาชีพที่คุณทำนั้นไม่ใช่อาชีพซอฟท์สกิล (Soft Skill) เช่น หมอไม่ตกงานครับ ช่างตัดผมไม่ตกงานครับ เพราะไม่สามารถใช้ AI ตัดผมแทนได้ครับ เพราะหัวคนไม่เท่ากัน หมอนวดใช้ AI ไม่ได้ครับ เพราะ AI ไม่มีความรู้สึก ไม่มีอารมณ์ เพราะฉะนั้นอาชีพหมอนวดยังคงอยู่แน่นอน และอีกหลายอาชีพที่เป็นทักษะของคนไทยจะอยู่ได้ในอนาคตครับ เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ ที่พูดจะเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ท้ายที่สุด สิ่งที่อยากจะฝากจากเวทีของ Forum for World Education เมื่อวันที่ 3-4 ธันวาคม 2562 ได้มีพูดเรื่องรูปแบบการศึกษาในอนาคต สำหรับในทศวรรษหน้า ในอีก 10 ปี 20 ปี ข้างหน้าใช้ไม่ได้แล้ว คุณแจ็คหม่าเอง เขาได้พูดถึงเรื่องความก้าวหน้า พูดถึงความท้าทาย ได้พูดถึงโอกาสของโลกในอนาคตครับ แจ็คหม่าได้พูดเหมือนกันว่า วันนี้เราจะเรียนด้วยตำรา เรียนด้วยการสอนไม่ได้อีกแล้ว เราต้องฝึกฝนเรียนรู้ด้วยตัวเอง การเรียนรู้ที่ดีที่สุดต้องเรียนรู้ในโรงงาน ในสถานที่ทำงานจริง ไม่ใช่เรียนรู้ในห้องเรียน ผมเซอร์ไพรส์มาก หมอวิจารณ์ที่อยู่กระทรวงศึกษาธิการ ที่รู้จักหมอวิจารณ์เป็นอดีตอธิการบดีของมหาวิทยาลัยมหิดลด้วย หมอวิจารณ์ออกมาพูดว่า วันนี้การศึกษาไทยคือการเรียนในทุกที่ ที่ไม่ใช่เฉพาะในสถาบันการศึกษาเท่านั้น ท่านพูดอย่างนี้ ทั้งที่ท่านเป็นคนที่อยู่กับโรงเรียน อยู่กับมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด

อาลีบาบา (Alibaba) บอกว่าอาลีบาบากรุ๊ป เขาไม่ได้รับคนจบการศึกษาจากฮาร์วาร์ด เขาไม่ได้รับคนจบการศึกษาจาก MIT เขาไม่ได้รับคนจบการศึกษาระดับสูง แต่เขาจะเลือกคนที่มีแววว่าชอบเรียนรู้ ชอบการเปลี่ยนแปลง และมี innovation อยู่ในสมอง อยากจะทำนวัตกรรมใหม่ๆเกิดขึ้น เรื่องต่างๆ เหล่านี้ คือสิ่งที่เขาจะพิจารณาคนเข้ามาทำงานเป็นอันดับแรก

มีลูกศิษย์คนหนึ่งครับ เขาทำบริษัท software เขาบอกว่าเขาจะรับคนที่จบมาแล้วยังไม่เคยทำงานที่ไหนมาก่อน ถ้าเกิดไปทำงานที่ไหนมาแล้วเขาจะไม่รับ เพราะว่ามันถูกยัดอะไรเข้าไปในสมอง เขาไม่เอาแล้ว เพราะฉะนั้นอนาคตจะเป็นแบบนี้ อีกเรื่องหนึ่งคุณธนินทร์ได้พูดไว้ว่า ไม่จำเป็นต้องเรียน 4 ปีแล้ว วันนี้เรียน 2 ปี เพราะอายุ 18 ปี เป็นวัยที่อยากเรียนรู้มาก อยากจะสร้างอนาคต อยากจะคิดทำอะไรมากที่สุด เพราะฉะนั้นควรให้จบมหาวิทยาลัยตอนอายุ 18 ปี แล้วก็ทำงานเลย อนาคตต่อไปผมเชื่อว่าจะมีการปรับเปลี่ยนแบบนี้

คุณธนินทร์เปิดสถาบันสร้างผู้นำ บอกว่าใช้เวลาแค่ 3-4 เดือนเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เวลามากเป็นปี แล้วใน 3-4 เดือนนี้ เขาสามารถสร้างคนที่เป็นผู้จัดการ สามารถไปวัดผลที่รายได้ ประสิทธิภาพในการทำงานด้วย ปรากฏว่าเขาประสบความสำเร็จ และผมเคยศึกษา CP เมื่อปี 2535 มีบริษัทลูก 250 บริษัทอยู่ทั่วโลก เขายิ่งจะต้องใช้วิธีการเรียนรู้แบบทันสมัยมากเลย อยู่พื้นที่ไหนต้องเรียนรู้ตามวัฒนธรรมพื้นที่นั้น ประเทศไทยเหมือนกัน ผมทำเรื่องพักผ่อนมา 10 ปีแล้ว คนภาคใต้เขารู้จักผม ภาคใต้ใช้รูปแบบการศึกษาส่วนกลางไม่ได้ครับ ด้วยวิถีวัฒนธรรม ด้วยลักษณะศาสนาที่เขานับถือ มันใช้ไม่ได้แล้ว อะไรเกิดขึ้น คนภาคใต้ที่ไปเรียนในต่างประเทศจบกลับมาเขาไม่รับทำงานครับ ไม่เทียบปริญญาให้ หมอไม่สามารถอยู่ประเทศไทยได้ ต้องไปเป็นหมอมาเลเซีย แล้วไปอยู่มาเลเซีย เป็นรัฐมนตรีก็มี เป็นตุลาการสูงสุดของมาเลเซียก็มี ทำงานในมาเลเซียได้ แต่ทำงานในประเทศไทยไม่ได้ มันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ฝากท่านคิดด้วยนะครับ คุณธนินทร์บอกว่ายุคนี้เป็นยุคแห่งการใช้ความเร็ว การที่เรียนเร็วมันทำให้ปลาเร็วกินปลาช้า ใครที่เรียนช้าจะไม่ทันโลกไม่ทันงานกัน ใครที่เรียนเร็วจะได้ประโยชน์มากกว่า เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่ผมอยากจะฝากแก่ทุกท่าน ทั้งสองคนพูดเหมือนกัน ในเรื่องครูเป็นสิ่งสำคัญมากในยุคปัจจุบันและยุคอนาคต ต้องวางพื้นฐานการศึกษาแก่นแท้ที่ดีที่สุด ต้องสร้างหลักการที่ยอดเยี่ยมที่สุด ให้เงินเดือนมากที่สุด ต้องให้เกียรติเขามากที่สุด เราต้องให้สังคมโลกและสังคมไทย คนเปลี่ยนผ่านชีวิตมาเป็นครูเพราะได้รับเกียรติและค่าตอบแทนมากขึ้น

ผมเรียนท่านเลยนะผมก็เป็นครู แล้วผมก็ไม่เคยคิดว่าผมเป็นครูที่มีคุณค่าขนาดนี้ ผมมารู้ตอนเมื่อผมไปบรรยาย 3 ชั่วโมงที่แบงค์กรุงเทพ 3 ชั่วโมงให้ค่าตอบแทนผม ชั่วโมงละ 20,000 บาทครับ แค่ผมไปบรรยาย 3 ชั่วโมง ผมได้เงินมากกว่าที่รับราชการมาตอนสุดท้ายของชีวิต 6 หมื่นกว่าบาท เพราะฉะนั้นชีวิตครูไม่ใช่ไม่ดีนะ คุณต้องทำตัวให้มีคุณค่าและคุณจะมีคุณค่าตามมา อย่าไปมุ่งหวังแต่มูลค่า เพราะนั่นคือราคาปริญญา พูดง่ายๆ เอาเงินนำ ปัญญาตาม แล้วท่านจะเป็นอย่างนั้น ปัญญามา แล้วเงินมันจะตามไปเอง

ฉะนั้นท่านจึงต้องเป็นครูที่มีคุณธรรมจริยธรรม ไม่มีอคติ ไม่มีเบี่ยงเบน ไม่ได้มองเชิงพาณิชย์ แต่มองว่าต้องให้เด็กนักเรียนมีคุณภาพมากที่สุด ครูเก่งต้องไปสอนในโรงเรียนที่ขาดโอกาสครับ ครูเก่งไปสอนในโรงเรียนเก่งไม่ได้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติเลยผมจะบอกให้ เด็กต้องได้เรียนรู้กับครูที่สร้างแรงบันดาลใจกับพวกเขา ครูเก่งๆให้เด็กได้เรียนรู้

สุดท้ายครับ หลายคนอาจจะจบราชภัฏ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาประเทศไทย ประเทศไทยไม่ได้มีความเหลื่อมล้ำสูงสุดอันดับ 1 ของโลกนะครับ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสำหรับคนจนมากที่สุดในโลก เขาดูจากอะไร เขาดูจากคนขี่จักรยานในเมืองไทยแล้วมาตายในเมืองไทยมากที่สุดในโลกครับ ท่านที่จบราชภัฎมีหลายคน นี่คือความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยครับ และไม่มีใครไปพูด ไม่มีใครไปทำ งบประมาณของราชภัฏครับ ผมติดตามมาตลอด อดีตย้อนไป 5 ปี กระทรวงศึกษาได้รับงบประมาณมาเท่าไหร่ 5 แสนกว่าล้าน มหาลัยราชภัฏมีเท่าไหร่ มี 38-39 แห่ง รวมกันงบประมาณเมื่อ 5 ปีที่แล้ว มหาวิทยาลัยหนึ่งได้ 200 ถึง 4,000 ล้าน รวมกันทุกมหาวิทยาลัยราชภัฏครับ ยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยเดียวในกรุงเทพ

วันนี้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่เป็น 400 ถึง 600 ล้านบาท ยังได้ไม่ถึง 70% ของมหาวิทยาลัยที่ได้มากที่สุดในประเทศไทยเลยครับ คนไทยส่วนใหญ่ยากจน แล้วคนในชนบทจะมีการศึกษาดีได้อย่างไร รัชกาลที่ 10 ท่านถึงบอกว่า ต่อไปนี้ให้ราชภัฏเป็นหน่วยความรู้ของท้องถิ่นตามยุทธศาสตร์ 20 ปีของท้องถิ่นอย่างไร ท้องถิ่นจะมีการศึกษาที่ดี มีความเจริญก้าวหน้า

แล้ววันนี้เด็กวัยรุ่นหนุ่มสาวที่เคยมาทำงานในกรุงเทพ ในเมืองใหญ่ เริ่มกลับชุมชนบ้านเกิดแล้ว ไปทำอะไรครับ ไปทำ start-up ที่เรียกว่า smart farm ไปทำเกษตรกรรมที่ใช้ไอทีช่วย วันนี้ท้องถิ่นเริ่มแล้ว ต่อไปเด็กรุ่นใหม่จะกลับท้องถิ่น

สิ่งที่ผมพูดวันนี้อีกไม่นานเกินรอ ทุกสิ่งจะเป็นความจริงทั้งหมด ขอให้ทุกท่านเตรียมตั้งรับและปรับตัวให้ทันกับสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้น วันนี้ทุกอย่างต้องใช้วิธีคิดแบบนอกกรอบทั้งหมดครับ ใช้วิธีคิดตามกรอบแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว ขอบคุณครับ.